การสูบบุหรี่เป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ หลายประเทศจึงใช้มาตรการทางภาษีทำให้บุหรี่มีราคาสูงลิ่วเพื่อควบคุมจำนวนผู้สูบและปกป้องสุขภาพของประชาชน ราคาที่สูงขึ้นไม่เพียงแต่สะท้อนถึงนโยบายของรัฐ แต่ยังบอกเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี
ในบทความนี้ เราจะพาไปสำรวจ 10 อันดับประเทศที่บุหรี่มีราคาแพงที่สุดในโลก พร้อมเจาะลึกเบื้องหลังว่าทำไมราคาถึงได้สูงขนาดนั้น และแน่นอน เราจะมาดูกันว่าเมื่อเทียบกับประเทศเหล่านี้แล้ว ประเทศไทยของเราอยู่ในจุดไหน รับรองว่าเมื่อเห็นราคาของบางประเทศแล้ว คุณอาจจะต้องกลับมาคิดใหม่เกี่ยวกับการซื้อบุหรี่ซองต่อไปเลยทีเดียว!
ราคาบุหรี่สุดโหด!
- อันดับ 1 ออสเตรเลีย - 676.8 บาท
- อันดับ 2 นิวซีแลนด์ - 566.8 บาท
- อันดับ 3 ไอร์แลนด์ - 404.5 บาท
- อันดับ 4 นอร์เวย์ - 379.3 บาท
- อันดับ 5 อังกฤษ - 376.8 บาท
- อันดับ 6 เบอร์มิวดา - 309.8 บาท
- อันดับ 7 ฝรั่งเศส - 297.3 บาท
- อันดับ 8 หมู่เกาะเคย์แมน - 296 บาท
- อันดับ 9 ไอซ์แลนด์ - 279.6 บาท
- อันดับ 10 สิงคโปร์ - 259.7 บาท
- อันดับ 70 ไทย - 93.6 บาท
อันดับ 70 ไทย - 93.6 บาท
สำหรับประเทศไทยของเรานั้น ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 70 ของโลก ด้วยราคาเฉลี่ยประมาณ 93.6 บาทต่อซอง แม้ราคาอาจดูไม่สูงเมื่อเทียบกับ 10 อันดับแรก แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ และสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ราคาบุหรี่ในไทยถูกควบคุมโดยโครงสร้างภาษีสรรพสามิตที่ซับซ้อน ซึ่งมีการปรับขึ้นเป็นระยะเพื่อเป้าหมายด้านสาธารณสุข
เราคุ้นเคยกันดีกับภาพคำเตือนที่น่ากลัวบนซองบุหรี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการที่ สสส. และหน่วยงานภาครัฐผลักดันเพื่อลดความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์ยาสูบ แม้อันดับโลกของเราจะยังไม่สูงมาก แต่แนวโน้มการขึ้นภาษีและมาตรการควบคุมที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ก็แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเดินตามแนวทางของหลายๆ ประเทศในการทำให้การสูบบุหรี่เป็นเรื่องที่แพงและเข้าถึงยากขึ้นในอนาคต
อันดับ 10 สิงคโปร์ - 259.7 บาท
สิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่คนไทยรู้จักกันดีในเรื่องกฎหมายที่เข้มงวดและค่าครองชีพที่สูง เรื่องบุหรี่ก็ไม่มีข้อยกเว้น สิงคโปร์ใช้มาตรการทางภาษีอย่างหนักเพื่อทำให้บุหรี่มีราคาแพง นอกจากนี้ยังมีกฎระเบียบเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ที่เข้มงวดมาก เช่น การห้ามสูบในที่สาธารณะเกือบทุกแห่ง และมีค่าปรับที่สูงมากสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน
นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าสิงคโปร์จะไม่ได้รับอนุญาตให้นำบุหรี่เข้ามาในประเทศแม้แต่ซองเดียวโดยไม่เสียภาษี ซึ่งเป็นมาตรการที่แตกต่างจากประเทศส่วนใหญ่ ความเข้มงวดทั้งหมดนี้ส่งผลให้สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการสูบบุหรี่ต่ำที่สุดในเอเชียและของโลก
อันดับ 9 ไอซ์แลนด์ - 279.6 บาท
ไอซ์แลนด์ ประเทศเกาะในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของกลุ่มประเทศนอร์ดิกที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพของพลเมืองเป็นอันดับต้นๆ แม้จะมีประชากรไม่มาก แต่ไอซ์แลนด์มีนโยบายควบคุมยาสูบที่เข้มงวดและประสบความสำเร็จอย่างสูงในการลดอัตราการสูบบุหรี่ให้อยู่ในระดับที่ต่ำมาก ราคาบุหรี่ที่สูงเป็นหนึ่งในเสาหลักของนโยบายนี้
นอกจากราคาที่แพงแล้ว การซื้อบุหรี่ยังทำได้ค่อนข้างยาก โดยมีจำหน่ายเฉพาะในร้านค้าที่ได้รับใบอนุญาตเป็นพิเศษเท่านั้น ไม่สามารถหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปเหมือนในหลายประเทศ การจำกัดช่องทางการขายนผนวกกับราคาที่สูง ทำให้การสูบบุหรี่ในไอซ์แลนด์กลายเป็นกิจกรรมที่ไม่เป็นที่นิยมเอาเสียเลย
อันดับ 8 หมู่เกาะเคย์แมน - 296 บาท
เช่นเดียวกับเบอร์มิวดา หมู่เกาะเคย์แมนเป็นอีกหนึ่งดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักรในทะเลแคริบเบียนที่ขึ้นชื่อเรื่องค่าครองชีพที่สูงและเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้สูง ราคาบุหรี่ที่แพงเป็นเงาตามตัวของค่าครองชีพและภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยที่รัฐบาลเรียกเก็บในอัตราที่สูง
สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังหมู่เกาะเคย์แมน การเตรียมตัวเรื่องค่าใช้จ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะราคาสินค้าและบริการแทบทุกอย่าง รวมถึงบุหรี่ จะสูงกว่าที่คุ้นเคยอย่างมาก ราคาที่สูงนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งรายได้ของรัฐและเป็นกำแพงป้องกันไม่ให้การสูบบุหรี่แพร่หลายมากเกินไปในหมู่นักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น
อันดับ 7 ฝรั่งเศส - 297.3 บาท
ภาพลักษณ์ของชาวฝรั่งเศสที่นั่งจิบกาแฟพร้อมกับสูบบุหรี่ตามคาเฟ่ในปารีสอาจเป็นภาพจำที่หลายคนคุ้นเคย แต่ในความเป็นจริงแล้ว รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังพยายามอย่างหนักที่จะลบภาพจำเหล่านั้นและลดจำนวนผู้สูบในประเทศลงอย่างจริงจัง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ทยอยขึ้นราคาบุหรี่อย่างต่อเนื่องจนแตะระดับที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศยุโรปภาคพื้นทวีป
เป้าหมายคือการทำให้ราคาบุหรี่หนึ่งซองเกิน 10 ยูโร เพื่อสร้างปราการทางจิตวิทยาและทำให้ผู้คนฉุกคิดก่อนจะซื้อ การขึ้นราคาอย่างต่อเนื่องนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ายุคของการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะอย่างเท่ๆ ในฝรั่งเศสกำลังจะกลายเป็นเพียงอดีต
อันดับ 6 เบอร์มิวดา - 309.8 บาท
เบอร์มิวดา ดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักรแห่งนี้ เป็นที่รู้จักในฐานะสวรรค์ของนักท่องเที่ยวและศูนย์กลางทางการเงินที่มีค่าครองชีพสูงมาก ราคาบุหรี่ที่แพงระยับก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับค่าครองชีพโดยรวมของเกาะ ปัจจัยหลักมาจากภาษีนำเข้าที่สูงสำหรับสินค้าแทบทุกชนิด รวมถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบด้วย
เนื่องจากเป็นเกาะที่ต้องนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นส่วนใหญ่ รัฐบาลจึงใช้ภาษีนำเข้าเป็นแหล่งรายได้สำคัญและเป็นเครื่องมือในการควบคุมสินค้าบางประเภทไปพร้อมกัน ดังนั้นราคาบุหรี่ที่สูงในเบอร์มิวดาจึงไม่ได้มาจากนโยบายสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลมาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นเกาะอีกด้วย
อันดับ 5 อังกฤษ - 376.8 บาท
สหราชอาณาจักร โดยเฉพาะอังกฤษ มีนโยบายด้านสาธารณสุขที่แข็งขันผ่านระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ซึ่งรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่อง ราคาบุหรี่ที่สูงเป็นเครื่องมือหลักในการลดอัตราการสูบและป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงบุหรี่ได้ง่าย เช่นเดียวกับออสเตรเลีย อังกฤษก็ได้นำมาตรการซองบุหรี่แบบเรียบมาใช้เพื่อลดความน่าดึงดูดของแบรนด์ต่างๆ
ล่าสุดรัฐบาลอังกฤษกำลังพิจารณาแนวคิดที่จะค่อยๆ เพิ่มอายุขั้นต่ำในการซื้อบุหรี่ขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นนโยบายที่คล้ายกับของนิวซีแลนด์ ความพยายามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลมองว่าการลงทุนในการป้องกันนั้นคุ้มค่ากว่าการตามแก้ปัญหาสุขภาพในระยะยาว
อันดับ 4 นอร์เวย์ - 379.3 บาท
กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานคุณภาพชีวิตที่สูงและรัฐสวัสดิการที่เข้มแข็ง ซึ่งรวมถึงการให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนด้วย นอร์เวย์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ราคาบุหรี่ที่สูงลิ่วเป็นผลมาจากนโยบายภาษีที่หนักหน่วงเพื่อลดจำนวนผู้สูบ นอกจากนี้ นอร์เวย์ยังมีกฎหมายห้ามจัดแสดงผลิตภัณฑ์ยาสูบ ณ จุดขาย ทำให้ลูกค้าไม่สามารถมองเห็นซองบุหรี่ได้จนกว่าจะเอ่ยปากขอซื้อเอง
มาตรการ 'ซ่อนบุหรี่' นี้มีจุดประสงค์เพื่อลดแรงกระตุ้นในการซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและผู้ที่พยายามจะเลิกสูบ การผสมผสานระหว่างราคาที่แพงและข้อจำกัดในการมองเห็น ทำให้การสูบบุหรี่ในนอร์เวย์เป็นเรื่องที่ทั้งแพงและไม่สะดวกสบาย
อันดับ 3 ไอร์แลนด์ - 404.5 บาท
ไอร์แลนด์เป็นอีกหนึ่งผู้นำด้านนโยบายควบคุมยาสูบในยุโรป และเป็นประเทศแรกในโลกที่ออกกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่ทำงาน รวมถึงผับและร้านอาหาร ตั้งแต่ปี 2004 การตัดสินใจที่กล้าหาญในครั้งนั้นได้สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลกและกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในหลายประเทศ ราคาบุหรี่ที่สูงในไอร์แลนด์เป็นผลโดยตรงจากการเก็บภาษีในอัตราที่สูง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุขของประเทศ
รัฐบาลมองว่าการทำให้บุหรี่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่เข้าถึงยาก จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เกิดจากโรคที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ได้ สำหรับนักท่องเที่ยว การซื้อบุหรี่จากไอร์แลนด์เป็นของฝากอาจไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เพราะราคาอาจทำให้คุณตกใจได้
อันดับ 2 นิวซีแลนด์ - 566.8 บาท
นิวซีแลนด์ตามมาเป็นอันดับสองอย่างใกล้ชิด ด้วยนโยบายที่ทะเยอทะยานไม่แพ้เพื่อนบ้านอย่างออสเตรเลีย รัฐบาลนิวซีแลนด์ตั้งเป้าหมายที่เรียกว่า 'Smokefree 2025' คือการทำให้ประเทศปลอดบุหรี่ภายในปี 2025 หนึ่งในมาตรการที่น่าทึ่งที่สุดคือ 'กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ตามรุ่นอายุ' ซึ่งห้ามผู้ที่เกิดหลังปี 2008 ซื้อผลิตภัณฑ์ยาสูบตลอดชีวิต ถือเป็นการสร้าง 'รุ่นปลอดบุหรี่' ขึ้นมาอย่างแท้จริง
นอกจากกฎหมายสุดล้ำแล้ว การขึ้นภาษีอย่างสม่ำเสมอก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ราคาบุหรี่ในนิวซีแลนด์สูงติดอันดับโลก แนวทางที่แข็งกร้าวนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องสุขภาพของคนรุ่นใหม่ และเปลี่ยนวัฒนธรรมการสูบบุหรี่ของประเทศในระยะยาว
อันดับ 1 ออสเตรเลีย - 676.8 บาท
ออสเตรเลียครองแชมป์ประเทศที่บุหรี่แพงที่สุดในโลกอย่างไม่มีใครเทียบได้ ด้วยราคาเฉลี่ยต่อซองที่สูงถึงเกือบ 700 บาท รัฐบาลออสเตรเลียขึ้นชื่อเรื่องนโยบายต่อต้านการสูบบุหรี่ที่เข้มข้นที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้ซองบุหรี่แบบเรียบ (Plain Packaging) เป็นประเทศแรก ซึ่งหมายถึงซองบุหรี่ทุกยี่ห้อต้องมีหน้าตาเหมือนกันและมีคำเตือนสุขภาพขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีการขึ้นภาษีสรรพสามิตอย่างต่อเนื่องทุกปี ทำให้ราคาบุหรี่ดีดตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ
นโยบายเหล่านี้ส่งผลให้อัตราการสูบบุหรี่ของชาวออสเตรเลียลดลงอย่างมาก และกลายเป็นต้นแบบให้หลายประเทศนำไปปรับใช้ สำหรับคนไทยที่ไปเรียนต่อหรือทำงานที่นั่น การซื้อบุหรี่ถือเป็นรายจ่ายที่หนักหนาสาหัสมาก จนหลายคนตัดสินใจเลิกสูบเพื่อประหยัดเงินและเพื่อสุขภาพไปในตัวเลยทีเดียว



