ในยุคที่สมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ในการใช้ชีวิต คุณเคยสงสัยไหมว่าในแต่ละเดือนเราจ่ายเงินให้กับค่าบริการเหล่านี้ไปเท่าไหร่? และเมื่อเทียบกับคนในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกแล้ว ค่าใช้จ่ายของเรานั้นถูกหรือแพงกว่ากันแน่ บอกเลยว่าตัวเลขเหล่านี้แตกต่างกันอย่างมหาศาลในแต่ละพื้นที่
วันนี้เราจะพาไปสำรวจ 'ค่าใช้จ่ายด้านการสื่อสารต่อหัวประชากรต่อปี' จากทั่วทุกมุมโลกกันครับ ข้อมูลนี้ไม่ได้รวมแค่ค่าโทรศัพท์มือถือเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าอินเทอร์เน็ตและบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย
เตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปดูกันเลยว่าประเทศไหนที่คนของเขาต้องจ่ายค่าโทรศัพท์แพงหูฉี่ที่สุดในโลก และประเทศไหนที่สบายกระเป๋าที่สุด รับรองว่ามีเซอร์ไพรส์แน่นอน โดยเฉพาะเมื่อคุณเห็นอันดับของประเทศไทย!
ค่าโทรใครแพงสุด?
- อันดับ 1 เบอร์มิวดา - $1749.7
- อันดับ 2 หมู่เกาะเคย์แมน - $1625.4
- อันดับ 3 อารูบา - $1166.4
- อันดับ 4 หมู่เกาะเวอร์จินบริติช - $1149.3
- อันดับ 5 สวิตเซอร์แลนด์ - $1134.2
- อันดับ 6 ไอซ์แลนด์ - $1126.2
- อันดับ 7 ฮ่องกง - $1122.1
- อันดับ 8 ญี่ปุ่น - $1034.1
- อันดับ 9 มอนต์เซอร์รัต - $994.4
- อันดับ 10 ยูเออี - $977.4
- อันดับ 116 ไทย - $88.1
อันดับ 116 ไทย - $88.1
สำหรับประเทศไทยของเรานั้น มีค่าใช้จ่ายด้านการสื่อสารต่อหัวเพียงปีละ 88.1 ดอลลาร์ หรือประมาณ 3,200 บาทเท่านั้น จัดอยู่ในอันดับที่ 116 ของโลก ซึ่งถือว่าถูกกว่าประเทศในอันดับท็อปเท็นมากกว่า 10 เท่าเลยทีเดียว สาเหตุหลักมาจากตลาดโทรคมนาคมในไทยมีการแข่งขันที่สูงมากจากผู้ให้บริการรายใหญ่หลายเจ้า ทำให้เกิดสงครามราคาและแพ็คเกจที่หลากหลายเพื่อดึงดูดลูกค้า
ด้วยค่าบริการที่เข้าถึงง่ายนี้เองที่ผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นสังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เราจะเห็นได้ว่าคนไทยทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและใช้สมาร์ทโฟนในชีวิตประจำวันได้อย่างแพร่หลาย ตั้งแต่การทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์, การช้อปปิ้ง, ไปจนถึงการเสพสื่อบันเทิงต่างๆ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าค่าบริการที่สมเหตุสมผลเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างรวดเร็ว
อันดับ 10 ยูเออี - $977.4
ปิดท้ายท็อปเท็นด้วยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ด้วยค่าใช้จ่าย 977.4 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 35,800 บาท) UAE เป็นประเทศที่มั่งคั่งและเป็นศูนย์กลางธุรกิจของตะวันออกกลาง ประชาชนและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ที่นี่มีกำลังซื้อสูงและต้องการบริการดิจิทัลระดับพรีเมียม
ตลาดโทรคมนาคมของ UAE ถูกควบคุมโดยผู้ให้บริการหลักเพียง 2 รายคือ Etisalat และ Du ทำให้การแข่งขันด้านราคาไม่สูงนัก ทั้งสองบริษัทต่างมุ่งเน้นการนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุดและบริการเสริมต่างๆ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หรูหราของประชากร ซึ่งส่งผลให้ค่าบริการโดยรวมอยู่ในระดับสูงติดอันดับโลก
อันดับ 9 มอนต์เซอร์รัต - $994.4
กลับมาที่ทะเลแคริบเบียนอีกครั้งกับมอนต์เซอร์รัต เกาะเล็กๆ ที่มีประชากรไม่ถึง 5,000 คน แต่มีค่าใช้จ่ายด้านการสื่อสารสูงถึง 994.4 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 36,400 บาท) เกาะแห่งนี้เคยเผชิญกับภัยพิบัติภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด
การฟื้นฟูและสร้างโครงข่ายโทรคมนาคมขึ้นมาใหม่ในพื้นที่ที่มีประชากรน้อยและอยู่ห่างไกลเช่นนี้มีต้นทุนที่สูงมาก ทำให้ค่าบริการแพงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ การพึ่งพิงรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลักก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ค่าบริการยังคงอยู่ในระดับสูงเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว
อันดับ 8 ญี่ปุ่น - $1034.1
ประเทศแห่งเทคโนโลยีอย่างญี่ปุ่นติดเข้ามาในอันดับที่ 8 ด้วยค่าใช้จ่าย 1,034.1 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 37,800 บาท) ญี่ปุ่นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมโทรคมนาคมมาอย่างยาวนาน และผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นก็ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของบริการเป็นอย่างมาก
ตลาดญี่ปุ่นถูกครองโดยผู้ให้บริการรายใหญ่ไม่กี่เจ้า (NTT Docomo, au, SoftBank) ซึ่งมีการแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่ไม่ค่อยแข่งขันด้านราคารุนแรงนัก นอกจากนี้ วัฒนธรรมการ 'แถม' สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดพ่วงกับสัญญาบริการระยะยาว ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ค่าใช้จ่ายรายเดือนโดยรวมสูงขึ้น
อันดับ 7 ฮ่องกง - $1122.1
ศูนย์กลางการเงินแห่งเอเชียอย่างฮ่องกงก็ติดอันดับเข้ามาด้วยค่าใช้จ่าย 1,122.1 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 41,000 บาท) ฮ่องกงเป็นหนึ่งในเมืองที่มีการแข่งขันด้านโทรคมนาคมสูงมาก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นตลาดที่ผู้บริโภคต้องการเทคโนโลยีที่เร็วและแรงที่สุดเสมอ
แม้จะมีผู้ให้บริการหลายเจ้า แต่การแข่งขันมักจะเน้นไปที่ความเร็วของอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์และเครือข่าย 5G มากกว่าการตัดราคา ทำให้ค่าบริการโดยเฉลี่ยยังคงอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่แพงมหาศาลยังส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานของผู้ให้บริการสูงขึ้น และถูกส่งต่อมายังผู้บริโภคในที่สุด
อันดับ 6 ไอซ์แลนด์ - $1126.2
ประเทศเกาะแห่งมหาสมุทรแอตแลนติกเหนืออย่างไอซ์แลนด์ตามมาในอันดับที่ 6 ด้วยค่าใช้จ่าย 1,126.2 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 41,200 บาท) แม้จะมีประชากรไม่มาก แต่ไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในระดับสูงมาก และประชาชนก็คุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในชีวิตประจำวัน
ความท้าทายทางภูมิศาสตร์ที่มีทั้งภูเขาไฟและธารน้ำแข็ง รวมถึงสภาพอากาศที่รุนแรง ทำให้การติดตั้งและบำรุงรักษาโครงข่ายสื่อสารมีต้นทุนที่สูงกว่าปกติ นอกจากนี้ การเป็นประเทศที่มั่งคั่งและมีกำลังซื้อสูงก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผู้คนยอมจ่ายเพื่อบริการคุณภาพสูง
อันดับ 5 สวิตเซอร์แลนด์ - $1134.2
ข้ามมาที่ฝั่งยุโรปกันบ้างกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 1,134.2 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 41,500 บาท) สวิตเซอร์แลนด์เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของคุณภาพชีวิตและค่าครองชีพที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ค่าบริการด้านการสื่อสารจะสูงตามไปด้วย
ชาวสวิสมีความคาดหวังต่อคุณภาพของสัญญาณและบริการอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วและเสถียรภาพสูงมาก ผู้ให้บริการจึงต้องลงทุนในเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดเสมอ เช่น เครือข่าย 5G ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งต้นทุนการลงทุนมหาศาลเหล่านี้ก็สะท้อนออกมาในรูปแบบของค่าบริการที่ผู้บริโภคต้องจ่ายนั่นเอง
อันดับ 4 หมู่เกาะเวอร์จินบริติช - $1149.3
อีกหนึ่งดินแดนในแถบแคริบเบียนที่ติดโผเข้ามาคือหมู่เกาะเวอร์จินของอังกฤษ ด้วยค่าใช้จ่าย 1,149.3 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 42,000 บาท) ที่นี่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวทางเรือยอชท์สุดหรูและเป็นที่ตั้งของบริษัทนอกอาณาเขตจำนวนมาก ทำให้กลุ่มลูกค้าหลักเป็นผู้มีรายได้สูง
โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์และบริการทางการเงิน ทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายเน้นคุณภาพมากกว่าราคา การแข่งขันจึงไม่รุนแรงเท่าที่ควร ประกอบกับภูมิประเทศที่เป็นหมู่เกาะกระจัดกระจาย ทำให้ต้นทุนการดูแลรักษาโครงข่ายสูงขึ้นไปอีก
อันดับ 3 อารูบา - $1166.4
อันดับที่ 3 ตกเป็นของอารูบา เกาะสวรรค์แห่งทะเลแคริบเบียน ด้วยค่าใช้จ่าย 1,166.4 ดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 42,700 บาท อารูบาเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมระดับโลก ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันและยุโรปจำนวนมากในแต่ละปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและยอมจ่ายเพื่อการเชื่อมต่อที่ไม่สะดุด
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เฟื่องฟูเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ค่าบริการสูงขึ้น ผู้ให้บริการต่างลงทุนในเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยว แต่ต้นทุนเหล่านั้นก็ถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ทำให้ค่าบริการโดยรวมสูงติดอันดับโลก
อันดับ 2 หมู่เกาะเคย์แมน - $1625.4
ตามมาติดๆ ในอันดับที่ 2 คือหมู่เกาะเคย์แมน ด้วยค่าใช้จ่าย 1,625.4 ดอลลาร์ต่อปี หรือราวๆ 59,500 บาท ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งดินแดนสวรรค์ของนักลงทุนและศูนย์กลางทางการเงินนอกอาณาเขต (Offshore) ที่มีชื่อเสียง ทำให้มาตรฐานค่าครองชีพโดยรวมสูงมากตามไปด้วย
เช่นเดียวกับเบอร์มิวดา การเป็นเกาะขนาดเล็กทำให้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมีต้นทุนสูง และมีผู้ให้บริการเพียงไม่กี่เจ้าที่ครองตลาดอยู่ การแข่งขันที่ไม่สูงนักทำให้ผู้ให้บริการสามารถตั้งราคาได้ตามต้องการ ส่งผลให้ค่าบริการการสื่อสารแพงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอย่างที่เห็น
อันดับ 1 เบอร์มิวดา - $1749.7
และแล้วแชมป์โลกค่าโทรศัพท์สุดโหดก็ตกเป็นของเบอร์มิวดา ด้วยตัวเลขสูงถึง 1,749.7 ดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 64,000 บาท! เบอร์มิวดาเป็นหมู่เกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรแอตแลนติกที่มีชื่อเสียงในฐานะศูนย์กลางทางการเงินและการประกันภัยระดับโลก ทำให้ที่นี่เต็มไปด้วยนักธุรกิจและชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าบริการที่นี่แพงลิบลิ่วคือการเป็นพื้นที่ห่างไกล ทำให้ต้นทุนการวางโครงข่ายและนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสูงมาก ประกอบกับตลาดมีขนาดเล็กและมีผู้ให้บริการน้อยราย ทำให้ขาดการแข่งขันด้านราคาอย่างที่ควรจะเป็น ส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดตกอยู่กับผู้บริโภคอย่างเต็มๆ



